ณัฐภัทร เลิศศักดิ์ศรีสกุล
นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 1
บริษัท คิง ออฟ อินดัสเทรียล แมททีเรียลส์ จำกัด
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ณ วัดไร่ขิง) ในความทรงจำ
กาลเวลาผันผ่าน หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามครรลองของธรรมชาติ ปัจจุบันของวันนั้นกลายเป็นอดีตของวันนี้ เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ตกตะกอนอยู่ในใจ เยาวชนกลุ่มหนึ่งจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ช้างเผือก” แท้จริงแล้วเป็นเพียงเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝันที่อยากจะเป็น “นักวิทยาศาสตร์” เขาเหล่านี้ได้รับคัดเลือกให้มาเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน ณ สถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้
“โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์” ปัจจุบันสถานที่นี้ได้เติบใหญ่ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ว่าจะผลิตบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กับจิตใจที่มีคุณธรรม กว่า 30 ปีที่ผ่านมา จะมีสักกี่คนรู้ว่าย่างก้าวแรกนั้นเป็นอย่างไร อาจมีเพียงอาจารย์ผู้เสียสละและนักเรียนในรุ่นแรก ๆ เท่านั้นที่ซาบซึ้งกับเหตุการณ์หลายหลากที่เคยเกิดขึ้น ณ โรงเรียนนี้ และผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย จึงขออนุญาตเป็นตัวแทนถ่ายทอดความทรงจำที่ดีงามให้ได้รับรู้ด้วยกัน
เมื่อได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของจังหวัดเพื่อเข้ามาเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นรุ่นแรกในโรงเรียนที่มุ่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเพิ่งเริ่มก่อตั้งในปี 2534 ความรู้สึกแรกคือทั้งตื่นเต้นและดีใจ ทุกคนวาดหวังถึงโรงเรียนในแบบที่สมบูรณ์ ทั้งที่แม้แต่ชื่อของโรงเรียนก็ยังไม่มีใครทราบ รู้เพียงเป็นโครงการในความร่วมมือระหว่างกรมสามัญศึกษากับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในขณะนั้น นายกว้าง รอบคอบ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสามัญศึกษา และ ศาสตราจารย์ ดร.ณัฐ ภมรประวัติ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จุดมุ่งหมายในการก่อตั้งโรงเรียนนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อมีพระชนมายุ 36 พรรษา ต่อมาพระองค์ทรงมีพระเมตตาพระราชทานนามโรงเรียนว่า “โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์” ยังความปลาบปลื้มมาสู่คณะผู้ก่อตั้งโรงเรียน คณาจารย์ และนักเรียนทุกคนอย่างหาที่สุดมิได้ นักเรียนตัวแทนจังหวัดจาก 76 จังหวัดได้เดินทางมาถึงโรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม ซึ่งเป็นจุดนัดหมายแรก แต่ละคนมีพ่อแม่ญาติพี่น้องมาส่งกันมากมาย จากนั้นนักเรียนจึงเดินทางโดยรถบัสของมหาวิทยาลัยมาปฐมนิเทศ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเข้าฟังปฐมนิเทศ พวกเราก็เพิ่งทราบว่าโรงเรียนยังไม่ได้เริ่มสร้างในรั้วมหาวิทยาลัย พวกเราจึงต้องเดินทางกันอีกครั้งไปยัง “โรงเรียนชั่วคราว” ซึ่งได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ให้ใช้สถานที่ภายในสถานปฏิบัติธรรมของวัดไร่ขิง และพื้นที่เล็ก ๆ นี้คือสถานที่สำหรับการเรียนรู้ “วิชา” และ “ชีวิต” ของนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จากรุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 4 หลังจากนั้นโรงเรียนที่สร้างภายในมหาวิทยาลัยจึงแล้วเสร็จและใช้เรียนมาถึงทุกวันนี้

ช่วงที่อยู่ร่วมกันในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ณ วัดไร่ขิง คงอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดมา โดยเฉพาะอาจารย์ผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และนักเรียน 186 คน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับรู้สภาพความเป็นไปตั้งแต่เริ่มต้น จำได้ว่าสถานที่นี้มีอาคารปฏิบัติธรรม 2 ชั้น 1 หลังที่พวกเราใช้เป็นอาคารเรียน อาคารไม้ 2 ชั้น 1 หลังใช้เป็นห้องสมุดและที่พักของอาจารย์ อาคารที่พักขนาด 24 ห้อง 1 หลังใช้เป็นหอพักนักเรียนหญิง และกุฏิไม้ขนาด 2 x 3 เมตร 16 หลังใช้เป็นหอพักนักเรียนชาย เมื่อแรกมาถึงสถานปฏิบัติธรรมนี้ยังไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอน ไม่มีเครื่องนอน ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าและน้ำประปา หลังจากที่อาจารย์ได้จัดแบ่งห้องพักให้แล้ว แต่ละคนก็ต้องร่ำลาพ่อแม่ญาติพี่น้องซึ่งจำใจต้องจากไปด้วยความรู้สึกที่ต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
คืนแรกพวกเราต้องอาศัยความสว่างจากแสงเทียน และไม่มีใครได้อาบน้ำ ช่างเป็นคืนที่แสนเศร้า ความสับสนและไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเองก่อตัวขึ้น บางคนเริ่มมีความคิดที่จะย้ายโรงเรียน พวกเรากอดคอกันร้องไห้ท่ามกลางความเอาใจใส่ดูแลอย่างห่วงใยของอาจารย์ที่คอยปลอบโยนอยู่ตลอดทั้งคืน เพราะอาจารย์ก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างไปจากพวกเรา ความเอาใจใส่ของอาจารย์ทำให้พอจะมีความอบอุ่นใจ คลายความวิตกกังวลลงได้บ้าง และนี่นับเป็นจุดเริ่มต้นของความรักความเข้าใจที่พวกเรามีให้แก่กันภายใต้สภาวะกดดัน

ความหวาดหวั่นทั้งหลายค่อย ๆ จางลงเมื่อวันต่อมาพวกเราได้รับความเมตตาและข้อคิดที่เสริมสร้างกำลังใจจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านช่วยเหลือแทบทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน การให้ใช้ไฟฟ้าและน้ำฟรี การสนับสนุนเกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ใหม่มากในขณะนั้น เพราะแม้แต่โรงเรียนประจำจังหวัดใหญ่ ๆ ยังมีคอมพิวเตอร์น้อยกว่าที่วัดไร่ขิงแห่งนี้
ถึงแม้สภาพแวดล้อม สถานที่ และอุปกรณ์การเรียนการสอนจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยปณิธานของผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้สนับสนุนโรงเรียน อุดมการณ์และความเสียสละของอาจารย์ผู้สอนซึ่งล้วนมาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ท่านเหล่านี้ล้วนมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพวกเราให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีของประเทศชาติ จึงทำให้พวกเรามีความรู้สึกร่วมกันว่า “เราจะช่วยกันสร้างความพร้อมในความไม่พร้อมทั้งหลายให้จงได้” พวกเราได้เรียนรู้การมองข้ามปัญหาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายจากการเรียน ณ โรงเรียนแห่งนี้
การเรียนวิชาสามัญเป็นไปตามหลักสูตรของกรมสามัญศึกษา ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์เรียนตามหลักสูตรใหม่ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง โดยที่ในภาคการศึกษาแรกนั้นยังไม่มีหนังสือ อาจารย์จึงต้องทำเอกสารและอุปกรณ์ประกอบการสอนขึ้นเอง ท่านไม่ได้สอนเพียงทฤษฎีเท่านั้น พวกเราได้ใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทุกชิ้นอย่างเต็มที่ด้วยตนเองภายใต้การดูแลและข้อชี้แนะของอาจารย์ แม้บางครั้งเครื่องมืออาจเสียหายไปบ้าง แต่อาจารย์ก็ไม่เคยกล่าวโทษ ท่านบอกว่าหัวใจของวิทยาศาสตร์คือการทดลอง อาจเป็นการลองผิดหรือลองถูกเพื่อให้ได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองให้มากที่สุด อาจมีการสูญเสียบ้างก็ไม่เป็นไร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่จะสร้างนักวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้ ส่งผลให้พวกเราสามารถใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างคล่องแคล่ว มั่นใจ และรู้จริงมากกว่านักเรียนที่มาจากโรงเรียนทั่วไป

นักเรียนสายวิทยาศาสตร์มักไม่ถนัดวิชาภาษาอังกฤษ จึงมีการจัดหาอาจารย์เจ้าของภาษาที่มีความเชี่ยวชาญมาสอนร่วมกับอาจารย์คนไทย นับเป็นการทำงานที่ประสานกันได้อย่างดี โดยอาจารย์เจ้าของภาษาจะสอนเน้นในด้านทักษะการพูดและการฟัง และอาจารย์อยู่พักประจำที่หอพักกับพวกเรา ทำให้รู้สึกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนอาจารย์คนไทยจะเน้นเรื่องหลักการใช้ภาษา การอ่าน และการเขียน วิชาภาษาอังกฤษจึงเป็นอีกหนึ่งวิชาที่พวกเราชื่นชอบกันมาก ภาษาไทยก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกรักภาษาประจำชาติขึ้นมาก ด้วยความสามารถและจิตวิทยาการสอนของอาจารย์ที่มักจะสอดแทรกกิจกรรมที่น่าสนใจ เรื่องตลกขบขัน ความเป็นกันเอง และลักษณะการสอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล จนเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้พวกเราสนุกกับการเรียนวิชาภาษาไทยและสามารถใช้ภาษาได้ดี

การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักเรียนวิทยาศาสตร์ อาจารย์ไม่ได้คาดหวังว่าโครงงานที่พวกเราทำจะต้องประกวดได้รางวัล แต่เน้นให้ทำโครงงานในเรื่องที่แต่ละกลุ่มสนใจ เพื่อฝึกการใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนรู้มา และใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์ เป็นเหตุเป็นผล แม้อาจารย์บางท่านจะไม่ได้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ท่านมักมีหลักการ ข้อคิด ข้อแนะนำที่น่าสนใจให้พวกเรานำไปใช้เป็นแนวทางได้เสมอโดยไม่ปิดกั้นความคิดของนักเรียน และมักช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังใจ ในระหว่างการทำโครงงาน นอกจากนี้เพื่อน ๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มโครงงานก็มีน้ำใจช่วยเหลือกันเสมอ อาทิ โครงงานผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และเศษอาหาร เพื่อน ๆ ทุกคนในโรงเรียนได้ช่วยกันหาวัตถุดิบ ช่วยกันผสม ช่วยกันทดลอง แม้จะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์กระจายไปทั่วโรงเรียน แต่ทุกคนก็ร่วมมือกันทำเป็นอย่างดี และโครงงานนี้ก็เป็นโครงงานที่ทุกคนภูมิใจ เนื่องจากได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนจากการส่งเข้าประกวดในระดับประเทศและประสบผลสำเร็จได้รับรางวัลมา
บางโครงงานถ้าไม่ได้อาจารย์หลาย ๆ ท่านช่วยเหลือก็คงจะไม่สำเร็จแน่นอน เช่น โครงงานสร้างเครื่องดักยุงโดยใช้สารสกัดจากใบสาบเสือในการล่อยุงแทนการใช้หลอด black light ซึ่งต้องมีการติดตามบันทึกผลการใช้เครื่องต่อเนื่องกันหลายคืน จึงต้องขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ในการเฝ้าสังเกตและบันทึกผลในบางคืนที่พวกเราต้องอ่านหนังสือสอบ การตบยุงของอาจารย์อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องดักยุงที่พวกเราสร้างขึ้นเสียอีก
นอกเหนือจากการเรียนตามหลักสูตรแล้ว พวกเรายังได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย ทั้งการบรรยายให้แนวคิด ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นระดับประเทศมากมาย เพื่อปลูกฝังให้พวกเรามีความรักในวิทยาศาสตร์ และเรายังได้รับน้ำใจจากพี่ ๆ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มาช่วยสอนเสริมในบางวิชาอีกด้วย

เนื่องจากพวกเราอาศัยอยู่ในบริเวณวัด จึงเต็มใจและภูมิใจที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น “เด็กวัด” เด็กวัดที่ได้ซึมซับหลักธรรมทางพุทธศาสนามาอย่างไม่รู้ตัว นอกจากนี้พวกเรายังมีโอกาสเข้าสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท และเอก ทำให้ได้รับความรู้ทางธรรมเพิ่มขึ้นมาก และยังร่วมทำกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การช่วยงานต่าง ๆ ของวัดไร่ขิง เพื่อตอบแทนคุณของวัด เช่น ขายดอกไม้ ธูป เทียน ในพระอุโบสถทุกวันเสาร์-อาทิตย์, ช่วยจัดสถานที่และถวายภัตตาหารเช้าในงานอบรมบาลีก่อนสอบนักธรรมของพระภิกษุ-สามเณรจากทั่วประเทศซึ่งจัดขึ้นทุกปี ส่วนงานวัดประจำปีของวัดไร่ขิง ตลอดระยะเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน พวกเราช่วยในการเตรียมงาน, จัดสถานที่, จัดอาหารในโรงเจให้ผู้ที่มาทำบุญ, บรรจุน้ำมนต์ใส่ถุงเพื่อมอบให้ผู้ศรัทธา, ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณหน้าพระอุโบสถ รวมถึงเก็บกวาดหลังจบงานวัดประจำปี
เกือบทุกเดือนอาจารย์จะจัดโปรแกรมทัศนศึกษาให้พวกเราได้เปิดโลกทัศน์ในการหาความรู้นอกสถานที่ ศึกษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย ศึกษาธรรมชาติเพื่อก่อให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรของแผ่นดิน เพื่อให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ห่วงใยธรรมชาติ เช่น การทัศนศึกษาสถานที่สำคัญในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมกิจกรรมปลูกป่าร่วมกันระหว่างโรงเรียนที่จังหวัดนครราชสีมา ศึกษาด้านดาราศาสตร์และดูดาวที่จังหวัดเชียงใหม่ ดำน้ำดูปะการังที่เกาะเสม็ด เข้าค่ายธรรมชาติที่เขาเขียว เป็นต้น โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากท่านเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงทุกครั้ง
เนื่องด้วยโรงเรียนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นชื่อของโรงเรียน จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จฯ เยี่ยมชมโรงเรียน พระองค์ทรงติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียนและทรงสนพระทัยในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน ดังเห็นได้จากการเสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียนหลายครั้ง และทุกครั้งพระองค์จะตรัสถามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโรงเรียน

ในปีแรกนักเรียนชายพักในกุฏิ ส่วนนักเรียนหญิงพักในอาคารหอพัก ชีวิตเด็กหอมีเรื่องราวมากมายในความทรงจำ เช่นเรื่องการเรียน ช่วงใกล้สอบแต่ละคนอ่านหนังสือกันหนักมาก เพราะทุกคนต่างก็เป็นที่ 1 จากโรงเรียนของตนในระดับมัธยมต้น การอ่านหนังสือสอบในช่วงแรกเหมือนแข่งกันระหว่างหอชายกับหอหญิง ต่างฝ่ายก็คอยจับตาดูฝ่ายตรงข้ามว่ายังอ่านหนังสือกันอยู่หรือไม่ ถ้าไฟยังเปิดแสดงว่าอ่านหนังสืออยู่ ทำให้เกิดอาการไม่ยอมแพ้ อ่านแข่งกันทั้งคืน บางทีหอหญิงมองเห็นหอชายยังไม่ปิดไฟ ก็มั่นใจว่าผู้ชายกำลังอ่านหนังสือ ทั้งที่จริงแล้วผู้ชายกำลังนอนหลับโดยลืมปิดไฟในห้อง หรือแกล้งเปิดไฟทิ้งไว้เพื่อหลอกฝ่ายหญิงให้อ่อนเพลียเพราะอดนอน นักเรียนหญิงก็จะอ่านหนังสือต่อกันทั้งคืน เคยมีเพื่อนบางคนถึงกับไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหักโหมเกินไป ต่อมาอาจารย์ต้องออกกฎบังคับให้ปิดไฟตอน 4 ทุ่ม โรงเรียนเราอาจจะเป็นโรงเรียนเดียวที่อาจารย์ต้องบังคับให้นักเรียนหยุดอ่านหนังสือ แต่ความเป็นจริงเพื่อน ๆ ทุกคนไม่มีใครตั้งใจแข่งกันเรียนถึงขนาดนั้น ไม่มีความคิดที่จะเอาชนะโดยไม่มีน้ำใจให้กัน เพราะเราตระหนักแล้วว่าการเป็นผู้ชนะที่น่าภาคภูมิที่สุดคือการชนะจากการแข่งขันกับตัวเอง และอาจารย์ได้ให้ข้อคิดว่า การแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนไม่ได้ทำให้ความรู้ที่เรามีหายไปเลย กลับช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเองและเพื่อนด้วย เราจึงได้เปลี่ยนวิธีเตรียมตัวสอบกันใหม่ โดยการอ่านวิชาที่ตนถนัด แล้วมาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยการติวให้กัน พวกเราช่วยเหลือกันทุกด้านเสมอ เมื่อเพื่อนบางคนคิดถึงบ้าน มีปัญหาทางการเรียนหรือปัญหาทางบ้าน พวกเราก็ร่วมรับฟังความทุกข์ของเพื่อน และปลอบโยนให้หายจากความทุกข์โศกนั้น

ปีที่สองเมื่อมีรุ่นน้องเข้ามาอยู่ร่วมสถานศึกษา พื้นที่สำหรับการเรียนและหอพักมีไม่พอกับความต้องการ จึงแก้ปัญหาโดยสร้างห้องเรียนแบบ “Knock Down” คือ ห้องเรียนชั่วคราวที่สร้างด้วยโครงเหล็กมุงหลังคากระเบื้อง ปูอิฐตัวหนอนทำเป็นพื้น และไม่มีผนัง เมื่อฝนตกพวกเราก็จำต้องหยุดเรียนชั่วคราวเนื่องจากฝนสาด ดูเหมือนโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ แต่พวกเราก็ตั้งใจเรียนเพื่อให้สมกับที่อาจารย์ทุกท่านทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการสอนพวกเรา กุฏิซึ่งเดิมเป็นหอพักชายก็ถูกโอนให้เป็นหอพักของนักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนชายก็ต้องย้ายไปอาศัยที่ “รีสอร์ตเล้าไก่” ซึ่งก็คืออาคารชั้นเดียวอยู่ในบริเวณโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา หลังคามุงจาก ใช้ตาข่ายพลาสติกขึงแทนมุ้งลวด ที่นี่มีวีรกรรมหลายอย่างให้เหล่า “ชาวเล้าไก่รีสอร์ต” จดจำ เช่น บางคนถูกไฟดูด บางคนทำไฟช็อตจนเกือบจะกลายเป็นไฟไหม้หอนอน
เมื่อวันเวลาแห่งการลาจากมาเยือน เรารู้สึกเหมือนเพิ่งก้าวเข้ามาอยู่ในโรงเรียนนี้ได้ไม่กี่วัน เหมือนยังเรียนรู้ชีวิตไม่เต็มที่ ไม่อยากจากบ้านอันอบอุ่นนี้ไป วันสุดท้ายยังประทับใจอยู่เสมอ อาจารย์และน้อง ๆ จัดเตรียมงานอำลาให้พวกเรา ด้วยการแสดงที่ทั้งสนุกสนานและซาบซึ้ง วันสุดท้ายที่หน้าเสาธง อาจารย์วชิราวรรณบอกพวกเราว่า เราจะไม่มีโอกาสร้องเพลงชาติ สวดมนต์ หน้าเสาธงเหมือนอย่างวันนี้อีกแล้ว และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เมื่อมาถึงวันที่เติบใหญ่ ผมจึงได้ประจักษ์ว่าประสบการณ์ที่ได้เป็นรุ่นแรกนั้นมีค่ามหาศาล โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เปรียบเสมือนเบ้าหลอมความคิดจิตใจให้เป็นผู้มีจิตวิญญาณของนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ณ ศาลายา) ในวันนี้
จาก “เด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน” ในก้าวแรกที่เดินสู่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ณ วัดไร่ขิง) ผมได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยังรักและผูกพันกับโรงเรียน ถึงแม้จะได้ชื่อว่า “นักเรียนเก่า” มา 30 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังกลับมาที่โรงเรียนทุกปี ปีหนึ่งก็มาหลายครั้ง ทั้งที่เรียนที่โรงเรียนนี้แค่ 3 ปี ซึ่งจริง ๆ ใช้เวลาช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่าโรงเรียนเสียอีก แต่ช่วงเวลา 3 ปีนั้นมีความทรงจำที่มีความหมายไม่ใช่แค่สำหรับผมคนเดียว แม้แต่เพื่อน ๆ หรือว่ารุ่นพี่รุ่นน้อง ทุกคนพูดเหมือนกันว่า เรามีความทรงจำร่วมกันและผูกพันกับโรงเรียนมากที่สุด ทั้งที่สมัยผมเรียนที่ตั้งยังอยู่ที่วัดไร่ขิง ผมว่ามันอาจเป็นการเติมเต็มจากความขาดแคลน สมัยผมไม่มีอาคารสถานที่หรือว่าอุปกรณ์เครื่องมือเพียบพร้อมเหมือนปัจจุบัน แต่ว่าด้วยความขาดแคลน ก็ทำให้ได้ความรักความเมตตาจากอาจารย์ จากผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน แล้วก็ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ โรงเรียนเราไม่ได้รู้จักกันแค่เพื่อนร่วมชั้น แต่รู้จักกันทั้งรุ่น สมัยผมมี 5 ห้อง 180 กว่าคน เรารู้จักกันทุกคน เรียกชื่อได้ทุกคน แล้วก็ไม่เฉพาะชั้นเรียนด้วย ยังรวมไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยเรียนในช่วงเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนด้วยกัน ก็ยังสามารถทักกันได้ถึงแม้เรียนจบกันไปหลายปีแล้ว และก็ยังช่วยเหลือกันอยู่ตลอด

นอกจากความทรงจำที่ไม่ได้เลือนรางไปตามกาลเวลากว่า 30 ปี สิ่งที่โรงเรียนหล่อหลอมและให้แนวคิดก็ยังฝังรากลึกในใจ โดยเฉพาะคำสอนที่ว่า เราจะต้องไม่เป็นแค่คนเก่งอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นทั้งคนเก่งและคนดี คือต้องมีทั้งความรู้และคุณธรรมในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าไปอยู่ตรงจุดไหน ทำอะไร ก็ต้องมีคุณธรรมเสมอ และต้องช่วยเหลือสังคมด้วย
30 กว่าปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายของโรงเรียน นอกจากเรื่องของวัตถุแล้ว โรงเรียนก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก ทางอาจารย์เองก็จัดการเรียนการสอนให้ความรู้และประสบการณ์กับน้อง ๆ ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมได้เห็นน้อง ๆ มีประสบการณ์ในการทำโครงงาน ไปแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ น่าจะทำให้น้อง ๆ ได้ใช้ประสบการณ์เหล่านี้ในการเรียนต่อหรือประกอบอาชีพต่อไปในอนาคตได้
สิ่งที่ผมยังอยากให้ปลูกฝังกันต่อไปก็คงเป็นความรู้คู่คุณธรรม และความรักโรงเรียน อยากให้กลับมาหาโรงเรียนแล้วมาช่วยเหลือโรงเรียนอยู่เสมอ รวมถึงช่วยเหลือสังคมกันด้วย รุ่นพวกผมเองหรือรุ่นน้องหลาย ๆ คน เข้าไปในสังคมแล้วก็ไปทำงานสาธารณประโยชน์กันเยอะ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมด้วย และถ้าเป็นไปได้ อยากให้ทำได้เหมือนหลาย ๆ มหาวิทยาลัยระดับโลกที่มีการเชื่อมโยงกับนักเรียนเก่า นักเรียนเก่าก็จะกลับมาช่วยเหลือทั้งด้านเวลาและทุนทรัพย์ ซึ่งอาจต้องตั้งเป็นกองทุนหรืออะไรก็ได้ สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับทั้งโรงเรียนและสังคม รวมทั้งอยากให้โรงเรียนไปถึงระดับโลก เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนรู้จัก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเรา
ผมอยากฝากถึงน้อง ๆ ว่า แม้จะเป็นเวลาแค่ 3 ปีในโรงเรียนนี้ แต่เราจะจำมันไปตลอดชีวิต และเราจะอยากกลับไปในช่วงเวลานั้น หากตอนนี้รู้สึกว่าโรงเรียนขาดพร่องและไม่พร้อมอะไร อยากให้ย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วที่อยู่วัดไร่ขิง ตอนนั้นไม่มีแม้แต่สถานที่เรียน ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่พร้อมขนาดนี้ หลักสูตรก็เป็นแค่หลักสูตรทดลอง เราทดลองวิทยาศาสตร์จากเครื่องมือที่มีจำกัด พยายามใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดไม่ให้เป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ และทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันโรงเรียนมีความเพียบพร้อมมากกว่าสมัยก่อนมากแล้ว ก็อยากให้ใช้ทรัพยากรของโรงเรียนและของประเทศชาติที่ให้งบประมาณเรามาให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อทั้งโรงเรียนและประเทศชาติให้ได้


