สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร

นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 15

ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation)

Email: [email protected]


ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ คำถามที่เกิดขึ้นในใจของนักการศึกษาและผู้คนในสังคมคือ “ห้องเรียนสี่เหลี่ยมเพียงพอหรือไม่สำหรับการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ เติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ” และ “เราจะทำอย่างไรให้โอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่หลากหลายกระจายไปสู่เด็กทุกคนอย่างทั่วถึง”

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ทางวิชาการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนให้ผู้เขียน สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร หรือ “ครูยีราฟ” นักเรียนเก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) รุ่นที่ 15 ตัดสินใจลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับสังคมไทย ผ่านองค์กรที่ชื่อว่า “มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์” หรือ Saturday School Foundation

ย้อนกลับไปในช่วงที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์บ่มเพาะนักเรียนทุกคนให้มีความเป็นนักวิจัย นักคิด และนักแก้ปัญหา หนึ่งในค่านิยมองค์กรที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของชาว MWIT เสมอมาคือ “ความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคม” สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนในเส้นทางชีวิตของผู้เขียน ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาและทำงานเป็นนักเขียนโปรแกรมตามสายที่เรียนมาได้หนึ่งปี ผู้เขียนได้เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างจากค่านิยมกระแสหลัก โดยการเข้าร่วมโครงการ Teach For Thailand เพื่อไปเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดกรุงเทพมหานคร ประสบการณ์หน้างานจริงในครั้งนั้นเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางโอกาส ผู้เขียนพบว่าเด็ก ๆ จำนวนมากมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ แต่ขาดพื้นที่และโอกาสในการค้นหาตนเอง เนื่องจากข้อจำกัดของหลักสูตรแกนกลางและเวลาเรียนที่เน้นวิชาการเป็นหลัก

จากปัญหาที่พบเจอ นำไปสู่ไอเดียที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถเปลี่ยนวันเสาร์ที่โรงเรียนหยุด ให้กลายเป็นวันที่เด็ก ๆ อยากตื่นเช้ามาโรงเรียนที่สุด” นี่คือจุดกำเนิดของโครงการ “Saturday School” ที่เริ่มต้นจากการทดลองเล็ก ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่า

“เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้ ถ้าได้รับโอกาสที่เหมาะสม” (We believe in everyone’s potential)

ผู้เขียนจึงริเริ่มชักชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ และคนรู้จักจากหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร หมอ ศิลปิน นักการตลาด หรือนักเขียนโปรแกรม ให้สละเวลาในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาเป็น “ครูอาสาสมัคร” เพื่อเปิดวิชาเลือกเสรีที่ไม่มีสอนในห้องเรียนปกติ เช่น วิชาเต้น วิชาถ่ายภาพ วิชาหุ่นยนต์ หรือแม้แต่วิชาการจัดการการเงิน

รูปที่ 1 บรรยากาศกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในโครงการ Saturday School ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ความสำเร็จของ Saturday School ในระยะแรกไม่ได้วัดกันที่เกรดเฉลี่ยของนักเรียน แต่วัดกันที่ “แววตาที่เป็นประกาย” ของเด็ก ๆ เมื่อพวกเขาค้นพบว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง เด็กบางคนที่ไม่เคยกล้าแสดงออก กลับมีความมั่นใจเมื่อได้เรียนเต้น เด็กบางคนที่ไม่ถนัดวิชาการ กลับฉายแววอัจฉริยะด้านศิลปะ สิ่งเหล่านี้ยืนยันแนวคิดของผู้เขียนที่ว่า การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา และครูผู้สอนไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการครูเท่านั้น แต่ “ทุกคนในสังคม” สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยพัฒนาการศึกษาได้ การดึงศักยภาพของคนในสังคม (Civic Engagement) มาเชื่อมต่อกับความต้องการของเด็ก ๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ยั่งยืนและขยายผลไปได้ไกล

จากโครงการทดลองเล็ก ๆ ในโรงเรียนเพียงแห่งเดียว ปัจจุบัน Saturday School ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการ และขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเริ่มมีการขยายผลไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย การเติบโตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเงินทุนมหาศาล แต่เกิดขึ้นจาก “ทุนทางสังคม” และพลังใจของอาสาสมัครนับพันคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีผู้เขียนเป็นแม่ทัพในการบริหารจัดการและวางรากฐานระบบอาสาสมัครที่เข้มแข็ง ทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางระบบ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นตรรกะ อันเป็นพื้นฐานที่ได้รับการบ่มเพาะมาจาก MWIT นั้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบกระบวนการทำงานของมูลนิธิให้มีประสิทธิภาพและตรวจสอบผลลัพธ์ได้

นอกจากบทบาทของผู้ก่อตั้งแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนพยายามสื่อสารกับสังคมเสมอคือ เรื่องของ “Growth Mindset” และ “Empathy” การที่อาสาสมัครคนหนึ่งจะเดินเข้าไปสอนเด็ก ๆ ที่มีพื้นฐานครอบครัวแตกต่างกัน สิ่งแรกที่ต้องมีไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิชาการ แต่คือความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ การรับฟังปัญหาของเด็ก ๆ โดยไม่ตัดสิน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ให้พวกเขากล้าที่จะล้มเหลวและเรียนรู้ นี่คือกระบวนการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาที่แท้จริง

รูปที่ 2 “ครูยีราฟ” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ขณะร่วมกิจกรรมกับอาสาสมัคร

ในฐานะนักเรียนเก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เรื่องราวของผู้เขียนและ Saturday School คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า พันธกิจของโรงเรียนในการสร้างผู้นำทางวิชาการ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศในห้องแล็บหรือทำงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นเลิศนั้นยังครอบคลุมถึงการนำสติปัญญาและความสามารถที่มี ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน การก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์จึงเป็นตัวอย่างรูปธรรมของ “นวัตกรรมทางสังคม” (Social Innovation) ที่นักเรียนเก่า MWIT ได้รังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบแทนแผ่นดิน

ท้ายที่สุดนี้ มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เงินบริจาค แต่ต้องการ “คน” ที่มีจิตสาธารณะเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนเก่า MWIT รุ่นไหน หรือประกอบอาชีพอะไร คุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเปลี่ยนแปลงการศึกษานี้ได้ จะโดยการสมัครเป็นครูอาสา การสนับสนุนทรัพยากร หรือแม้แต่การช่วยกระจายแนวคิดนี้ออกไป เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน และ “วันเสาร์” ของคุณอาจเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล ดังเช่นที่ผู้เขียนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของนักเรียนเก่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นั้นยิ่งใหญ่และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่สังคมไทยได้อย่างแท้จริง

รูปที่ 3 เป็นวิทยากรในกิจกรรม “Career Exposure: ค้นหาตัวตน สู่อาชีพในอนาคต” เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์