นายแพทย์ประณัยเดช เฮงสวัสดิ์1
ฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
*Email: [email protected]
ตลอดชีวิตวัยเด็กของผม ผมไม่เคยมีความคิดเลยว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมเริ่มต้นรู้จักโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) จากการได้ยินผ่านหูเพียงว่า เป็นโรงเรียนที่แจก laptop ให้นักเรียนคนละเครื่อง
ผมมาเริ่มรู้จักจริง ๆ ก็ตอนที่เรียนกวดวิชาช่วงมัธยมต้น จนมาถึงตอนที่ผมได้มีโอกาสลองสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้เข้าค่ายของนักเรียนที่สอบผ่านการสอบเข้ารอบแรก (Pre-MWIT camp) จากค่ายนี้ ผมได้เรียนรู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออยากจะพัฒนานักวิทยาศาสตร์ ให้ประเทศไทยเรามีงานวิจัย นวัตกรรม และก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลาง
ณ ขณะนั้น จากกระแสสังคมและการเมืองที่รุนแรง ทำให้ผมอยากจะเรียนต่อในสายสังคมศาสตร์ ผมเลยคิดว่า ถ้าสอบติด ผมจะสละสิทธิ์ เพื่อให้คนที่เขาอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์จริง ๆ ได้เข้ามาเรียน
แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ผมกรอกใบสมัครในระบบของโรงเรียนชื่อดังอีกแห่งหนึ่งผิดพลาด แม้จะแก้ไขได้ทัน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมฉุกคิดว่าการไปเรียนที่มหิดลวิทยานุสรณ์ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก ร่วมกับการได้มองเห็นการเมืองที่ซับซ้อนกว่าที่คิด สุดท้ายผมจึงเลือกที่จะมาเป็นนักเรียนที่นี่
ผมได้รับการปลูกฝังตลอดการอยู่โรงเรียนประจำสามปี ไม่ว่าจะเพลงสมองและสองมือ2 หรือวลีที่ว่า “เข็มที่ปักเสื้อนักเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มันหนัก เพราะแบกความหวังของคนไทยทั้งประเทศ” ถามว่าแอบคิดไหมว่า นี่เป็นการโน้มน้าวขั้นสูง (หรืออาจเรียกว่า Brain washing) ก็ต้องตอบว่าคิด แต่ถามว่าถูกโน้มน้าวหรือไม่ ก็คงปฏิเสธไม่ได้เสียทีเดียว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมีความชอบวิทยาศาสตร์อยู่ลึก ๆ โดยไม่รู้ตัว และมีแนวคิดบางประการที่ตรงกับความเชื่อของผมอยู่
ผมชอบการประยุกต์ใช้งานมากกว่าหลักทฤษฎี โชคดีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ให้นักเรียนได้ทำแล็บประกอบการเรียนทฤษฎีเสมอ และสอนให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี ในช่วงที่เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผมได้เรียนเกี่ยวกับพันธุวิศวกรรม (Genetic engineering) และมีความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ไปตอบกรรมการในการสัมภาษณ์ทุนไปดูงานที่ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ว่า อยากเป็น Genetic engineer ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจที่ไม่ได้รับเลือกให้ไปดูงาน ต่อมาผมได้มีโอกาสเป็นตัวแทนเข้าร่วม Asian Science Camp และในช่วงนั้นเองที่ผมได้รู้จักกับ CAR-T cells และ Cancer immunotherapy ที่อาศัยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาพัฒนายาที่มีชีวิต (Living drugs: Gene and cell therapy) เพื่อรักษาโรคที่รักษาไม่ได้
เมื่อเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ในชั้นปีที่ 1 ด้วยความที่ MWIT สอนครอบคลุมเนื้อหาบางส่วนของปีหนึ่งแล้ว ผมเลยหาโอกาสไปทำวิจัยเกี่ยวกับ Cancer immunotherapy ที่แล็บของ ศาสตราจารย์ ดร.เพทาย เย็นจิตโสมนัส โดยได้รับมอบหมายให้พัฒนาเทคโนโลยี SMART-DC ซึ่งตัดต่อพันธุกรรมเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ต่อต้านมะเร็งได้ดีขึ้นในระดับหลอดทดลอง ทำให้ผมเกิดความสนใจในเทคโนโลยีไวรัสสลายมะเร็ง (Oncolytic virus) เพื่อรักษามะเร็งชนิดเนื้องอก (Solid tumors) โดยการที่ไวรัสจะสลายมะเร็งโดยตรง และกระตุ้นภูมิคุ้มกันมาทำลายมะเร็งด้วย ซึ่งยังไม่มีนักวิจัยในประเทศไทยศึกษาเรื่องนี้ จากนั้นผมได้รับพระราชทานทุนเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ไปทำวิจัยที่ Mass General Brigham, Harvard Medical School และปัจจุบันกลับมาทำงานวิจัยต่อยอดในประเทศไทย

จุดเริ่มต้น: จากงานที่อยากรีบทำให้จบ สู่ระเบียบความคิดของการสร้างนวัตกรรม
แน่นอนว่าต้องมอบเครดิตส่วนสำคัญให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จากงานกลุ่มอย่าง STEM innovation ซึ่งเป็นโครงงานย่อยที่เพิ่มขึ้นมาจากหลักสูตร ยอมรับว่าในขณะนั้นกลุ่มของผมมองว่าเสียเวลา และมีความคิดที่จะรีบทำให้จบ ๆ ไป พวกผมเลยจับเอาปัญหาที่ฝาขวดน้ำตกพื้นแล้วคว่ำลง ซึ่งจะสกปรกแล้วปิดฝาไม่ได้ มาแปะด้วยดินน้ำมัน เพื่อให้เวลาฝาตกพื้นจะเอียงไปด้านหนึ่งและมีโอกาสที่ฝาจะหงายขึ้นมากกว่า ยอมรับตามตรงว่าพวกผมใช้เวลาทำไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ
ตอนนำเสนองานก็เตรียมใจโดนตำหนิไว้แล้ว แต่ปรากฏว่าอาจารย์เมตตาสอนเราว่า งานที่สร้างสรรค์แบบนี้สามารถต่อยอดอะไรได้อีกหลายอย่าง รวมถึงพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์จริง ๆ ได้ อาจารย์ยกตัวอย่างการบูรณาการความรู้ทางฟิสิกส์ ซึ่งตรงไปตรงมาในการคำนวณเรื่องแรง จุดศูนย์ถ่วง การหมุน หรือความรู้ทางชีววิทยา อย่างการทำ Bacterial culture มาพิสูจน์ว่าถ้าฝาขวดน้ำหงายแล้วจะไม่สกปรกนั้นจริงหรือไหม หรือความรู้ทางเคมี ที่การเอาสารเคมีเคลือบจะช่วยได้ดีกว่าไหม รวมถึงการคำนวณต่อยอดจากต้นทุนการผลิตเพื่อเอาไปใช้จริง
แม้งานนี้พวกผมจะไม่ได้ต่อยอดนวัตกรรมฝาขวดน้ำ แต่ ณ วันนั้น ความรู้สึกของนักเรียนที่แค่จะทำให้งานจบ ๆ ไป กลายมาเป็นจุดที่ทำให้ตาสว่าง เห็นภาพรวมของการประยุกต์ความรู้หลากหลายสาขามาพัฒนานวัตกรรม จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญกับผมอย่างมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเข้าใจว่าเราทำวิจัยไปเพื่ออะไร และมันมีประโยชน์อย่างไรบ้างถ้านำไปใช้ให้ถูกต้อง
ในปัจจุบัน ผมเป็นแพทย์ใช้ทุนสังกัดหน่วยอณูเวชศาสตร์ ฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล งานหลักของผมคือการทำวิจัยพัฒนานวัตกรรม Gene and Cell therapy for cancer ผมยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายและทำได้ไม่ง่ายในประเทศไทย แต่มุมมองที่ผมใช้มองงานวิจัยนี้เป็นแบบองค์รวมจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เริ่มต้นจากปัญหาด้านคลินิก ความทุกข์ยากของคนไข้ ไปสู่กระบวนการในระดับโมเลกุล กระบวนการผลิต จนถึงการลงทุนและความคุ้มค่าในการจัดจำหน่าย ทำให้ผมมองเห็นปลายทางที่ชัดเจน เห็นโอกาสที่จะมียาใหม่จากฝีมือนักวิจัยคนไทย เพื่อรักษาโรคที่ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ ถึงแม้ปลายทางนี้จะไม่ใกล้ แต่ผมก็มองเห็นและมีกำลังใจจะทำต่อไป
โอกาสที่หลากหลาย และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “วิทยาศาสตร์”
ด้วยความที่ผมมีความชอบสายสังคมในระดับหนึ่งเป็นทุนเดิม เมื่อผมเข้ามาโรงเรียนวิทยาศาสตร์อย่างมหิดลวิทยานุสรณ์ ผมจึงได้ไปสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันวิชาเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในโรงเรียนไม่ได้สนใจเท่ากับทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมจึงได้มีโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งถึงสามปีซ้อน จนปีสุดท้ายได้รางวัลเศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎ
เนื่องจากต้องอ่านหนังสือเกินเนื้อหามัธยมไปสอบ ผมเลยตัดสินใจไปเรียนปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชต่อ ในช่วงที่เรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ เมื่อเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ ก็ได้มีโอกาสทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร. พญ.พจมาน พิศาลประภา และเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการเพิ่มรายการสิทธิประโยชน์ให้คนไทยสามารถรักษาได้ฟรี
เมื่อผมได้ไปทำงานวิจัยที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีชีวภาพด้านการแพทย์ของโลก (Hub of biotech) ผมได้เข้าร่วม Harvard Biotech club ซึ่งความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ช่วยให้ผมมองเห็นกระบวนการพัฒนายาใหม่ทั้งในแง่มุมวิทยาศาสตร์และการลงทุน และผมก็ได้นำมาบูรณาการกับงานวิจัยของแล็บที่ศิริราช ซึ่งอยู่ในขั้นกระบวนการต่อยอดและลงทุนเพื่อการผลิตให้คนไข้คนไทยได้ใช้
สังคม MWIT ที่หาไม่ได้จากที่ไหน
ด้วยความที่ทั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มีนักเรียนเพียง 720 คน แต่มีจำนวนกิจกรรมเยอะ ทำให้ผมได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่การเป็นผู้นำเชียร์ ที่ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าได้รับโอกาสไปทำได้อย่างไร การได้ทำงานเป็นกรรมการนักเรียนฝ่ายวิชาการ ที่ผมน่าจะ IQ น้อยกว่าเพื่อนร่วมงานของผม นอกจากนี้ MWIT ยังทำให้ผมได้ทำงานกับอัจฉริยะในทุกสาขาวิชาของวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะไปหาโอกาสแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก
เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้ง “เพื่อนห้อง” ที่เรียนด้วยกัน มีโฮมรูมทุกเช้า แล้วพากันเดินขึ้นบันได 7 ชั้นไปเรียน “เพื่อนคณะกรรมการนักเรียน” ที่ช่วยกันทำงาน “เพื่อน สอวน.” ที่ช่วยกันติวสอบและช่วยกันสอนน้อง “เพื่อนเตะบอล” ที่เจอกันได้ทุกเย็น และ “รูมเมต” ที่นอนเบียดกันมาตลอด 3 ปี ผมโชคดีมากที่ได้เจอกับคนเหล่านั้น สังคมรอบตัวที่สนิท อบอุ่น และจริงใจ ไม่ได้เพียงทำให้เรามีความสุข ณ ตอนนั้น แต่ล้วนเป็นคนที่ผมคบได้ยาวในชีวิต และสังคมที่อบอุ่นนี้ส่วนหนึ่งหลอมกลายมาเป็นความภูมิใจในตัวเอง (Self-esteem) ที่มีผลต่อการตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต โดยเฉพาะการบุกเบิกและทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เชื่อ ยังไม่เห็นประโยชน์ หรือรอนานกว่าจะมีประโยชน์ที่จับต้องได้ อย่างการบุกเบิกการวิจัยและพัฒนาไวรัสสลายมะเร็งในประเทศไทย


ความรัก: จากเพื่อนสู่คู่ชีวิต
นอกเหนือจากเรื่องโอกาสในการทำงานกับเพื่อนอัจฉริยะจากหลายสาขา มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเองก็คงหาโอกาสนี้จากที่อื่นไม่ได้เช่นกันคือ โรงเรียนนี้ทำให้ผมเจอ “คู่ชีวิต” จากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมมองว่าน่ารัก กลายมาเป็นเพื่อนร่วม สอวน. วิชาดาราศาสตร์ ซึ่งเขาเก่งกว่าผม ผมก็เลยขยัน จนได้ไปออกค่ายดาราศาสตร์ด้วยกัน สนิทกันมากขึ้น ได้มาทำงานเป็นกรรมการนักเรียนฝ่ายวิชาการคู่กัน
ตลอดระยะเวลาที่เรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ผมไม่เคยได้จับมือเขา ส่วนหนึ่งเพราะสมัยนั้นโรงเรียนมีกฎว่าห้ามผู้ชายกับผู้หญิงใกล้กันเกิน 1 เมตร ซึ่งเป็นกฎที่ตลกมาก แค่นั่งเรียนก็ใกล้กว่า 1 เมตรแล้ว แต่คุณผู้หญิงของผมก็ดันใช้กฎนี้กับผม กว่าเราจะได้มาเป็นแฟนจริง ๆ ก็หลังเรียนจบ ม.6 แล้ว
และปัจจุบันเราแต่งงานกันแล้ว
ผมกับภรรยาเองก็ไม่รู้ว่าการที่ความสัมพันธ์มันค่อย ๆ พัฒนาอย่างช้า ๆ แบบนี้ มันทำให้เราสองคนค่อย ๆ เรียนรู้และเข้าใจกันจนได้มาแต่งงานกันไหม แต่ที่แน่ ๆ ถ้าวันนั้นผมไม่ได้มาเรียนที่ MWIT ผมคงไม่ได้มีภรรยาคนสวยคนนี้ที่เป็นกำลังใจ สนับสนุนกันและกันในทุกเรื่องของชีวิต

อนาคต
มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งเคยสอนผมว่า “อนาคต” เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน มัน “คต” มันไม่เที่ยงตรง ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตของผมจะเป็นอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้ ผมเป็นนักวิจัยด้านไวรัสสลายมะเร็งและภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็งที่ศิริราช และจะศึกษาต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม
หวังว่าผมจะได้มีโอกาสพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องแล็บไปรักษาคนไข้ที่ไม่มีทางเลือกอื่นในการรักษา
เชิงอรรถ
- นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 24 ↩︎
- เพลง “สมองและสองมือ” ประพันธ์โดย นวรรถพร สัตยารักษ์ นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 12 (ที่มา: https://www.facebook.com/mwit.ac.th/photos/a.293443640685464/3665710726792055/) ในปัจจุบันจะเปิดเพลงนี้ในช่วงเช้าของวันที่มีกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ ↩︎
- พิธีแสดงความยินดีแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนื่องในโอกาสสำเร็จการศึกษา ↩︎
