ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญานิษฐ์ อัศวตั้งตระกูลดี

นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รุ่นที่ 12

ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ในคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Email: [email protected]


ปี พ.ศ. 2548 จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนชีวิตของผู้เขียนไปตลอดกาล

ในปีนั้นผู้เขียนกำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ วันที่ผู้เขียนได้รับแจ้งว่าได้รับคัดเลือกเป็น นักเรียนทุนพระราชทานส่วนพระองค์รุ่นที่ 1 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อไปศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในสาขาฟิสิกส์ สำหรับผู้เขียน นี่ไม่ใช่เพียง “โอกาส” แต่คือ “พันธกิจ” ที่มาพร้อมความคาดหวังและความรับผิดชอบ ผู้เขียนจึงตั้งเป้าหมายตั้งแต่วันนั้นว่า จะทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง เรียนให้สำเร็จถึงระดับปริญญาเอก และกลับมาใช้ความรู้ที่ได้เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยให้สมกับพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับ

หลังจากนั้นผู้เขียนเริ่มต้นเส้นทางการเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยใช้เวลา 1 ปี ในหลักสูตรเตรียมความพร้อมด้านภาษา เพื่อสอบวัดระดับภาษาจีน HSK ให้ผ่านตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ก่อนจะได้เข้าศึกษาต่อในคณะฟิสิกส์อย่างเป็นทางการ ผู้เขียนเป็นนักศึกษารุ่นปี ค.ศ. 2006 และในช่วงเวลานั้นเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวของรุ่น อีกทั้งยังเป็นนักศึกษาไทยคนแรกของคณะฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ปีแรกในคณะฟิสิกส์เป็นบททดสอบที่หนักที่สุด ทั้งความเข้มข้นของเนื้อหา และภาษาจีนที่ต้องใช้ครบทุกทักษะ ฟัง พูด อ่าน และเขียน รวมถึงการสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ความยากเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนเกือบเรียนไม่ผ่านในปีแรก แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้และความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามอุปสรรคกำแพงภาษา ผู้เขียนค่อย ๆ ปรับตัวและพัฒนาตนเองจนผ่านปีแรกมาได้ เปลี่ยนความยากเป็นตารางฝึกฝนระเบียบวินัยของตนเอง หลังเลิกเรียนผู้เขียนจะกลับมาทบทวนบทเรียนของวันนั้นทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจให้ทัน เมื่อมีข้อสงสัยก็ถามอาจารย์ทันที และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกทำโจทย์และแก้ปัญหาให้มากที่สุด จากนั้นผลการเรียนก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีถัด ๆ มา จนเมื่อจบการศึกษาครบ 4 ปี ผู้เขียนได้รับรางวัลนักศึกษาต่างชาติยอดเยี่ยมของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง พร้อมประกาศนียบัตรและเงินรางวัล จึงเป็นหนึ่งหลักฐานที่พิสูจน์ว่า ความพยายามอย่างจริงจังสามารถเปลี่ยนความยากให้กลายเป็นความสำเร็จได้ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ผู้เขียนสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาโทควบเอกที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งทันที เพื่อความต่อเนื่องของการเรียนและการเริ่มต้นสู่งานวิจัย เหตุผลที่เลือกอยู่ประเทศจีนต่อไม่ใช่แค่ความคุ้นเคย แต่เพราะผู้เขียนเชื่อว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จีนจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก ทั้งจากการลงทุนด้านการศึกษา งานวิจัย และการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดนิ่ง ผู้เขียนจึงมองว่า การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นตั้งแต่วันนั้นคือการวางรากฐานสำหรับอนาคต และผู้เขียนยังเชื่อว่า ทิศทางนี้สอดคล้องกับพระราชดำริและสายพระเนตรอันยาวไกล ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งนักเรียนทุนมาศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ ประเทศจีน เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนรุ่นใหม่ต่อโลกอนาคต

รูปที่ 1 ได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เนื่องในโอกาสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนยังอยากเรียนรู้ประเทศจีนให้ลึกกว่าในห้องเรียน ทั้งด้านวัฒนธรรม ผู้คน และการเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสถานที่ต่าง ๆ ผู้เขียนจึงเลือกเส้นทาง ฟิสิกส์อนุภาคเชิงทดลอง ซึ่งเปิดโลกให้ได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยนานาชาติ และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีระดับโลก และด้วยความที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีความร่วมมือกับ CERN (องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) อยู่แล้ว ผู้เขียนจึงตัดสินใจต่อยอดการเรียนเฉพาะทางในสายนี้ที่เชื่อมโยงกับ CERN โดยตรง เพื่อก้าวเข้าสู่การทำวิจัยขั้นแนวหน้าอย่างเต็มตัว

ปี พ.ศ. 2555 จากการเรียนรู้ สู่การฝึกทักษะสร้างองค์ความรู้ที่ CERN

เมื่อเข้าสู่การศึกษาในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผู้เขียนได้เริ่มทำงานวิจัยอย่างขะมักเขม้นในสาขาฟิสิกส์อนุภาคเชิงทดลอง โดยหัวข้อวิทยานิพนธ์เปิดโอกาสให้ผู้เขียนเดินทางไปทำวิจัยที่ CERN ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่นั่นผู้เขียนได้เรียนรู้การทำงานวิจัยในสภาพแวดล้อมนานาชาติ ตั้งแต่การทำงานร่วมกับนักวิจัยจากหลายประเทศ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการฝึกคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในงานวิจัยขั้นแนวหน้า ประสบการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงต่อยอดความรู้จากห้องเรียน แต่ยังหล่อหลอมให้ผู้เขียนเริ่มเห็นบทบาทของตนเองบนเส้นทางนักวิจัยไทยในเวทีระดับโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในช่วงที่ผู้เขียนทำวิจัยวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่ CERN ผู้เขียนยังมีโอกาสได้อยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ครั้งสำคัญของวงการฟิสิกส์ นั่นคือการประกาศรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 2013 แด่ ศาสตราจารย์ François Englert และศาสตราจารย์ Peter W. Higgs จากแนวคิดเรื่องกลไกที่อธิบายที่มาของมวลของอนุภาค หรือ Higgs Mechanism ซึ่งได้รับการยืนยันจากการค้นพบอนุภาคที่สอดคล้องกับอนุภาคฮิกส์ โดยโครงการทดลอง ATLAS และ CMS ณ เครื่องเร่งอนุภาค LHC ของ CERN เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์โลก แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนมุ่งมั่นตั้งใจกับเส้นทางฟิสิกส์อนุภาคเชิงทดลองมากยิ่งขึ้น เพราะนี่คือสาขาที่เปิดโอกาสให้เราได้ร่วมสร้างองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า และขับเคลื่อนขอบเขตความเข้าใจของมนุษยชาติไปพร้อมกัน

รูปที่ 2 ข่าวหนังสือพิมพ์รายวันของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรื่องรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 2013

ผู้เขียนใช้เวลาทำวิจัยที่ CERN รวม 3 ปี ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนการได้ฝึกทำงานวิจัยจริงในมาตรฐานระดับโลก ผู้เขียนได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมนานาชาติ ตั้งแต่การวางแผนงาน การติดตามความคืบหน้า ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิจัยจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ ความพยายามอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลานั้นส่งผลให้ผู้เขียนมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ 2 ฉบับ ร่วมกับโครงการทดลอง CMS และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2558 ตามที่ตั้งใจไว้

หลังจากนั้นผู้เขียนก้าวเข้าสู่บทบาทของนักวิจัยเต็มตัว โดยได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่สถาบัน DESY เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี และทำงานในกลุ่ม DESY-CMS รวม 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561) ช่วงเวลานี้ผู้เขียนสั่งสมประสบการณ์ทั้งด้านวิชาการและการทำงานร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยยุโรป พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับทีมที่ CERN ผ่านการเดินทางกลับไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นระยะ และการเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติด้านฟิสิกส์พลังงานสูงในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน เวียดนาม สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสาธารณรัฐเช็ก เป็นต้น ประสบการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มพูนองค์ความรู้ แต่ยังทำให้ผู้เขียนเห็นมุมมองการทำวิจัยที่หลากหลาย และตระหนักชัดว่า การผลักดันวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าต้องอาศัยความร่วมมือของนักวิจัยจากทั่วโลก

ปี พ.ศ. 2562 จากเวทีโลก สู่การพัฒนากำลังคนในเวทีบ้านเรา

ปี พ.ศ. 2562 ผู้เขียนตัดสินใจกลับมาทำงานที่ประเทศไทย ด้วยความตั้งใจชัดเจนที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการทำวิจัยในต่างประเทศกลับมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในบ้านเรา สำหรับผู้เขียน การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกลับบ้าน แต่คือการกลับมาเพื่อสานต่อพระราชปณิธานในการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้เรียนรู้ ได้เติบโต และได้มีเวทีทำงานวิจัยระดับสากลโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์

รูปที่ 3 เป็นวิทยากรในกิจกรรมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “เริ่มต้นกับโครงงานวิทยาศาสตร์ สู่นักวิจัยในอนาคต”
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

เมื่อกลับมาประเทศไทย ผู้เขียนได้เริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับเดินหน้าสองภารกิจควบคู่กันไปคือ การถ่ายทอดความรู้ด้านฟิสิกส์ในห้องเรียน และการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสงานวิจัยจริงในมาตรฐานสากล ในเวลาเดียวกัน ผู้เขียนยังมุ่งเน้นการทำงานวิจัยขั้นแนวหน้าร่วมกับโครงการทดลอง CMS ของ CERN อย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อม “ห้องเรียนในประเทศไทย” เข้ากับ “เครือข่ายวิจัยระดับโลก” และเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตบนเส้นทางนักวิจัยบนเวทีระดับสากล

ในปี พ.ศ. 2565 ผู้เขียนได้ต่อยอดความร่วมมือไปสู่สาขาฟิสิกส์นิวทริโน (Neutrino Physics) ร่วมกับโครงการทดลอง SND@LHC ของ CERN และเริ่มจัดตั้งกลุ่มวิจัยเพื่อพัฒนาทีมอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว 2 คน และผู้เขียนกำลังพัฒนานักศึกษารุ่นถัดไปอีก 3-4 คน ในห้องปฏิบัติการเพื่อมุ่งสู่เวทีโลก ผ่านการฝึกฝนทักษะสำคัญของงานวิจัยยุควิทยาศาสตร์ข้อมูล ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การใช้เครื่องมือวิจัยสมัยใหม่ และเทคนิคด้าน AI ควบคู่กับการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารเชิงวิชาการ อีกทั้งผู้เขียนยังมุ่งสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้ไปฝึกงานและทำวิจัยในต่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการใหม่ ๆ เพื่อให้นักศึกษาไทยได้มีพื้นที่เติบโตในงานวิจัยระดับโลกมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอส่งกำลังใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ทุกคนที่กำลังเดินตามความฝัน ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ขอให้เชื่อมั่นว่าความพยายามและความมีวินัยจะพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิด หากมีโอกาสเข้ามาในเส้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้เขียนอยากให้คว้าไว้และใช้มันให้เต็มที่ เพื่อสร้างคุณค่าให้ตนเอง ครอบครัว และประเทศ ผู้เขียนก็จะตั้งใจทำงานและทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการพัฒนากำลังคน สนับสนุนการเรียนรู้และการทำวิจัยมาตรฐานสากล สร้างเวทีและเครือข่ายความร่วมมือให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโต และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีนักวิจัยที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

รูปที่ 4 เข้าเฝ้าฯ และถวายรายงานเกี่ยวกับโครงการทดลอง CMS และ SND@LHC ณ CERN